Showing posts with label ท่องเที่ยว ออตตาวา. Show all posts
Showing posts with label ท่องเที่ยว ออตตาวา. Show all posts

1/28/2012

ท่องเที่ยวCanada 2012

บินลัดฟ้าถึง Canada2012

ครั้งที่ 4 ที่ฉันจะได้บินไปสู่ฝันที่วาดหวังไว้ตั้งแต่ยังเป็นเด็กนักเรียน
ฝันไว้ทั้งๆ ที่รู้ว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ก็ฝัน
แล้วฝันก็เป็นจริง เมื่อฉันมีอายุขึ้นต้นด้วยเลข 5 อยากจะบอกให้คนรุ่นหลัง
วาดหวังเอาไว้ มุ่งมั่นในสิ่งที่ปาราถณา แล้วสักวันหนึ่งเราก็จะได้พบกับฝันที่เป็นจริง

เมษายน 2010 เป็นครั้งแรกทีบินไป Canada
ฉันเดินทางท่องเที่ยวเมืองต่างๆ ในรัฐฟลอริด้า ประเทศอเมริกา ไปโดยสายการบิน Wetjet airline
แล้วก็เช่ารถคันเล็กสีแดงสำหรับท่องเที่ยวในรัฐนี้
อาทิเช่น Daytona Beach Desoto Park เมือง St. Petersburg
Downtown Disney world เมืองOrlando สนามซ้อมแข่งรถCalabogie Motorsport Park

ตุลาคม 2010 เป็นครั้งที่สอง ซึ่งตรงกับฤดูใบไม้ร่วง ตรงกับเทศกาลขอบคุณพระเจ้า
เรามีรถส่วนตัว Motor Home จึงใช้รถเป็นสถานที่พักและพักที่แค้มป์ หลายแค้มป์ สดวกและสนุก
อาทิเช่น
Maccreary's Beach ใน Canada และพักที่ Watkins glen State Park
เมืองในประเทศอเมริกาตอนเหนือและท่องเที่ยวที่เมืองนิวยอร์ค เมืองหลวงของประเทศอเมริกา
เป็นรายการสุดท้าย แต่ประทับใจมากเพราะผู้นำทางท่องเที่ยว พาขึ้นรถไฟใต้ดินผิด
สถานีที่ขึ้นรถไฟใต้ดินกับสถานีที่จะลง เป็นสถานีเดียวกัน
สนุกดี และตื่นเต้นมาก

เมษายน 2011 เป็นครั้งที่สาม ตรงกับฤดูใบไม้ผลิ
ครั้งนี้ เดินทางครั้งนี้ ยาวไกล และใช้รถ Motor Home คันโปรด ไม่ได้พักใน Camp ground
เพราะเดินทางไกลกว่าจะถึง รัฐ Virginia จึงพักในโรงแรมในระหว่างการเดินทาง
เมื่อเหนื่อยและต้องการพักผ่อน
ขากลับผ่านเมืองที่ สวยงามมากมาย เช่น Virginia Beach เมือง White haven
Pennsylvania และ เมืองชายแดนBinghamton New York

ทุกๆครั้งฉันเขียนรีวิวไว้ใน blog ของฉัน ติดตามอ่านนะคะ เก็บไว้ให้ลูกหลานอ่าน
หรืออาจจะอ่านเองเมื่อแก่ตัว แล้วก็คิดถึงวันเวลาที่เคยบินไปในโลกกว้าง

ปีนี้ 2012 ปิดภาคฤดูร้อน ฉันคงไปแน่นอน
สัปดาห์สุดท้ายของเดือนมีนาคม คงจะเริ่มต้นบินไป เส้นทางไหนยังไม่รู้ รออีกหน่อย
รู้สึกตื่นเต้นและ ดีใจที่จะได้ท่องเที่ยวอีกครั้ง และจะเก็บรายละเอียดมาฝากไว้ที่ blog
ของฉัน

ที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ คือยังรอวีซ่าจากสถานทูตแคนาดา และจะเข้าสัมภาษณ์กับสถานทูต
ของอเมริกา ในสัปดาห์ถัดไป หวังไว้ว่า คงผ่านตลอด ฉันมี positive thinking เสมอ
และขอให้ได้สมใจปรารถณา

หลังจากรอมา 3 วันก็ได้รับ passport ที่มี visa USA. 10 ปี ดีใจที่สุด
ฉันจะไปเที่ยวรอบโลกให้ฉ่ำใจไปเลย ตอนนี้รอ รอ และรอเวลาที่ปิดภาคฤดูร้อน
ระหว่างที่รอ visa ก็ซื้อตั๋วไว้รอ เพราะมีบางช่วงเวลาที่ได้ราคาถูกสุด ถ้าซื้อไม่ถูกช่วงเวลา
ที่มีโปรโมชั่น ต้องจ่ายเพิ่มอีก หลายร้อยเหรียญ ค่าภาษีสนามบิน จองได้แล้ว

วันนี้ได้เส้นทางไป Ottawa เรียบร้อยแล้ว
ไปและกลับด้วย เลือกเอาราคาถูกที่สุด เลือกวัน เวลาที่ซื้อด้วยถึงได้ราคานี้
ไม่ได้ไปทางฮ่องกง หรือญี่ปุ่น แต่เดินทางผ่าน บอมเบย์ ลอนดอนแล้วตรงสู่ Ottawa
จากสุวรรณภูมิถึงบอมเบย์ 4 ชั่วโมง 25 นาที พักรอต่อเครื่องที่ บอมเบย์ 2 ชั่วโมง 5 นาที
จากบอมเบย์ถึงลอนดอน 9 ชั่วโมง 30 นาที พักรอต่อเครื่องที่ลอนดอน 8 ชั่วโมง 30 นาที
จะทำอะไร ดีหนอ ระหว่างที่รอ รอ รอ ตั้ง 8 ชั่วโมง 30 นาที เดินทางคนเดียว ไม่มีเพื่อนคุย
ภาษาก็ไม่เก่ง แค่ Hello yes No Okay good bye เฮ้อ
จากLondon ถึง Ottawa 7 ชั่วโมง 35 นาที รวมทั้งหมด 32 ชั่วโมง 5 นาที

ไปติดต่อที่ขนส่งจังหวัด เพื่อขอใบขับขี่ระหว่างประเทศ ( international driving permit )
จ่ายค่าธรรมเนียม ประมาณ 500 บาท สามารถใช้ได้ 1 ปี เท่านั้น ก็ยังดี เผื่อว่าได้ขับรถ
ไม่จำเป็นก็จะไม่ขับหรอกนะ เพราะทราบว่าไม่เหมือนที่เมืองไทย และไม่รู้เส้นทางจากไหนไปไหน
ชอบที่จะนั่งเป็นคุณนาย แต่ว่าจะไม่มีใครว่างบริการเรานะซิ คนอื่นเขาทำงานมีเพียงอยู่ในช่วง
vacation

อีกสามวัน ก่อนจะเหิรฟ้าแล้ว ได้รับการแจ้งข่าวว่า
ไม่สามารถขนกระเป๋าไปได้หลายใบ ตอนแรกคิดว่าจะเอาไป 2 ใบใหญ่โหลดลงเครื่อง
และกระเป๋าใบเล็ก ถือขึ้นเครื่อง แต่ เพราะ Air Canada แจ้งข่าวในปลายปี 2011 ไว้
ล่าสุดว่า กระเป๋าใบที่สองต้องเสียค่าธรรมเนียม 70$ ทุกๆ เส้นทาง
ฉันตัดใจเอาไปเพียงสิ่งของจำเป็น และแล้ว ฉันก็มาถึง Ottawa ผ่านมาหลายวันแล้ว กำลังปรับตัว ปรับเวลา เป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิ ชาวบ้านเค้าไม่หนาว แต่ฉัน ตัวสั่นเลย หนาวยะเยือก ถ้ามาเจอหิมะจริงๆ จะเป็นไงหนอ ตื่นเต้น อยากแชร์ ประสบการณ์ค่ะ แบ่งปันสิ่งที่เห็นค่ะ อยู่บนเครื่องและรอต่อเครื่องที่สนามบิน 31 ชั่วโมง จาก สุวรรณภูมิ-Bombai-London- Ottawa เหนื่อยค่ะ แต่ถ้ามีเพื่อนเดินทางคงไม่เหนื่อย คนเดียว ไม่รู้จะคุยกับใคร อยู่บนเครื่อง ก็พูดแค่ Chicken fish, rice water juice ถ้าฉันไม่เข้าใจคำถามก็ชี้ไปที่กล่อง ที่ขวดน้ำ ส่วนอาหารก็บอกว่า you choose for me please ฮิฮิ แอร์เข้าใจ และฉันก็ได้ทานอาหารบนเครื่องเหมือนคนอื่่นเขา วันแรกที่มาถึง มีญาติและสามีสุดที่รักไปรอรับ ตั้ง 5 คน ดีใจมาก คิดว่าจะมีแค่คนเดียวที่มารอ แต่กว่าจะออกมาจาก สนามบินได้ ช้ากว่าคนอื่น เพราะต้องเข้าไปรับการสัมภาษณ์จากเจ้าหน้าที่ ในสนามบิน สองรอบแน่ะ เขาต้องบันทึกข้อมูลส่วนตัวของฉันในคอมพิวเตอร์ ไม่ได้สอบถามเฉยๆ เหมือนคนอื่นๆ อาจจะเป็นเพราะสีผมมั๊ง ไม่ได้ตอบคำถามอะไรมากมาย เพราะฉันเตรียมพร้อมอยู่แล้ว ยื่นเอกสารทั้งหมด มี ใบซื้อตั๋วไปกลับ พาสปอร์ต สำเนาพาสสปอร์ตของสามี พร้อมโทรศัพท์ และที่อยู่ เขาก็ถามง่ายๆ มาทำไม จะมาอยู่กี่วัน คิดจะมาอยู่ที่นี่ตลอดไปไหม ทำงานอะไรที่เมืองไทย ฉันตอบสั้นๆ ( ภาษาอังกฤษอ่อนแอ ) แต่เขาเข้าใจ รู้เรื่อง เจ้าหน้าที่สุดหล่อจบการสัมภาษณ์ ด้วยคำว่า you are very good and perfect พร้อมทั้งยกนิ้วหัวแม่มือให้ ทั้งสองข้าง welcome to Canada. ฉันรีบขอบคุณ แล้ว เดินตามลูกศร ออกมาข้างนอก wow ดีใจเป็นที่สุด





วันแรกที่มาถึงก็ได้ไป รับประทานอาหารเที่ยงที่ China town มีหิมะโปรยปรายเบาๆ ทำให้ชื้นแฉะ เสียดายไม่ได้เห็นหิมะจริงๆ แต่สามีที่รัก บอกว่าจะพาเข้าไปดูที่ รัฐนิวยอร์ค บางเมืองยังคงมีหิมะให้ดูอยู่ แต่คงเล่นสกีไม่ได้แล้ว หมดฤดูกาลหิมะตกหนัก ได้ถ่ายรูปนิดหน่อย ขณะนั่งรถไปกินเมี่ยงญวน ก๋วยเตี๋ยว และผัดไทย
ยังรู้สึกเหนื่อย ต้องการอาหารที่เคยกินมากๆ หน่อย เลยต้องมาที่นี่ จำชื่อร้านไม่ได้ แต่รสชาด อร่อยมาก แวะซื้อ ตะไคร้ ใบมะกรูด ผักชี หอม มะนาว น้ำปลา อะโห สบายละเรา ตู้เย็นที่บ้านก็ใหญ่มาก วันต่อไปค่อยกินอาหาร Canadian.
อากาศวันถัดมา มีแสงแดด แต่เย็นจัด ออกจากบ้านเพื่อเดินเล่นออกกำลังกาย แต่ต้องมีเสื้อผ้ามากๆ เพื่อความอบอุ่นให้มากที่สุด แว่นกันแดดที่ใส่ ไม่ได้ใส่เพื่อ กันแดด แต่เพื่อกันลมเย็นที่พัดกระโชกเข้าสายตาเป็นระลอก
อากาศที่นี่ ช่วงนี้ 0 C ถึง 15 C เปลี่ยนไป เปลี่ยนมาทุกวัน สำหรับฉันแล้วมันหนาวทุกวันแหละ
แต่อยู่ในบ้านมี ฮีทเตอร์ อุ่นๆ อยู่ได้สบาย และแล้ววันหน่งก็มีหิมะตก โปรยปราย ตั้งแต่ตอน
กลางคืนจนถึงเช้า ชาวบ้านแถวนี้ก็ยังดำเนินชีวิตไปตามปกติ  จิ๊บจ้อย  



ถ้าวันไหนมีแสงแดดบ้าง ฉันก็จะเดินออกกำลังกายไปตามสวนสาธารณะ หรือไม่ก็เดินดูบ้านเมืองไปตามถนนออกกำลังกาย และดูบริเวณใกล้เคียงตามลำพัง  แต่ถึงจะมีแสงแดด แต่ลมที่พัดมาก็แรงและเย็นจัด ใส่เสื้อผ้ากันลมกันหนาว พร้อมสรรพ

บางวันก็ไม่เดินไปไหน ไกลนัก เพราะสู้ลมเย็นไม่ไหว แต่จะอยู่ในบ้านตลอดวัน ก็ไม่ดีหนัก จงออกเดินรอบๆ บ้านตัวเอง ชมดอกไม้ของเพื่อนบ้านใกล้เคียง ดอกทิวลิบกำลังแทงช่อดอกออกมา ยังไม่บานเต็มที่นักรออีกสักเดือน  ต้นเดือนพฤษภาคม คงบานเยอะแล้ว





วันสุดสัปดาห์ยามเย็น ก็จะขับรถเล่น เข้าไปทานอาหารเย็นใน downtown  ย่านศูนย์การค้า  ก็ได้
เก็บภาพสถานที่ เวลาที่ขับรถผ่าน  ไม่หยุดรถ เพราะหาที่จอดรถลำบากมาก  ไม่ว่าง







8/14/2011

Gibbons Family Fram


คุณAndy และคุณGain พี่สาวสองคนของคุณเจฟ และคุณเจฟ จะพาคุณแม่Pat และฉัน ไปรับประทานอาหารเช้า
ที่หอประชุมของโบสถ์ St.Thomas Anglican church อาหารเช้าเป็นเค้ก ราดด้วยน้ำเชื่อมเมเปิล
มีฮ๊อตดอก น้ำส้มคั้น หรือน้ำแอปเปิ้ล หรือกาแฟ

สามพี่น้อง ตอนนี้เป็น สามนามสกุล เพราะคุณพี่สาวทั้งสองมีครอบครัวแล้ว

หลังจากนั้นก็จะพากันเข้าไปชมโรงงานผลิตน้ำเชื่อมที่ผลิต จากต้น Maple


ซึ่งเจ้าของโรงงานเป็นชาวบ้านในท้องถิ่น เป็นโรงงานขนาดเล็ก คนในครอบครัว
ช่วยกันทำงาน เป็นโรงงานเก่าแก่จากรุ่นปู่ย่า ตาขาย ตกทอดมาถึงรุ่นหลาน
แต่มีผลผลิตส่งออกขายหลายรัฐ บ้านเราผลิตน้ำ้ตาล น้ำเชื่อมจากต้นอ้อย

ภายในโรงงาน กระบวนการผลิต คล้ายกับการกรีดยางจากต้นยางในบ้านเรา
แล้วเอายางที่กรีดได้มาผ่าน ขั้นตอนต่างๆ

จนสุดท้ายก็ได้เป็นน้ำเชื่อมออกมา บรรจุในแกลลอนแล้วส่งของขายตามที่ได้รับการสั่งซื้อ

โรงงานนี้ได้จัดสถานที่สำหรับให้ผู้เยี่ยมชมศึกษาดูงาน มีบอร์ดอธิบาย มีรูปภาพ
มีอุปกรณ์การผลิตรุ่นเก่าๆ สมัยคุณปู่มาให้ดู

ตัวอย่างต้นเมเปิ้ล ที่มีอายุยาวนาน จะเห็นว่าเขาปักช่วงขนาดของต้นในแต่ละปี

ตัวอย่าง ต้นเมเปิ้ลที่เตรียมพร้อมรอการกรีดเอาน้ำยางมาผลิตเป็นน้ำเชื่อม มีภาชนะห้อยเต็มต้น

มีนำ้เชื่อมเปิ้ลที่ผลิตออกมาแล้ว ให้ชิม มีรสหวานขนาดแตกต่างกัน

ภาพข่าว เมื่อครั้งที่เกิดพายุครั้งใหญ่ ในปี 1998 ที่ทำให้เกิดความเสียหายอย่างมาก
แก่ผู้ผลิตน้ำเชื่อมจากต้นเมเปิ้ล

หลังจากนั้น เราก็แยกย้ายกันกลับบ้านพัก คุณแม่ pat และคุณพี่สาวแยกไป
shopping สินค้า otop ของคนในท้องถิ่นที่วางขายริมถนน และก็ยังมีสินค้าที่เปิดท้ายรถ
เหมือนๆ กับบ้านเราด้วย
ตัวเมืองที่เราเดินทางผ่านเพื่อกลับบ้าน เก็บภาพจากบนรถที่นั่ง
ไม่สวยเท่าไรกระจกหน้ารถ ไม่สะอาด เพราะบางช่วงมีฝนโปรยปราย



จบแค่นี้ก่อน นะคะ หายเหนื่อยแล้วจะเล่าเรื่องอื่นๆ ต่อไป



8/13/2011

Home in Ottawa April 2011


ถึงป้ายบอกถนน ทางเลี้ยวเข้าเส้นทางที่บ้านบ้าน ของเรา


ถนนเส้นนี้ ลาดชันลงไป มีบ้านหลังใหญ่ๆ ทั้งสองข้างทาง แต่ส่วนมาก
จะแบ่งห้องให้เช่า เป็นห้องชุด มีห้องนอน ห้องรับแขก ห้องครัว และห้องน้ำ
เจ้าของบ้านอยู่เองค่อนข้างน้อย


เป็นครั้งที่สอง ที่มาอยู่ที่บ้านหลังนี้ รู้สึกเป็นบ้านของตัวเองจริงๆ
ก็ฉันกำลังใช้ชีวิตอยู่ในความฝัน และก็เป็นความฝันที่เป็นจริง
ต้นเดือนเมษายน ฤดูหนาวกำลังจะหมดไป วันที่ฉันมาถึงยังมีหิมะ
กองอยู่ข้างทางนิดหน่อย ยังละลายไม่หมด คุณเจฟ บอกว่า
เป็นหิมะเมื่อ 2 วันที่ผ่านมา


ถึงแม้ว่าหิมะจะเริ่มหมดไป แต่ลมก็ยังพัดแรงจนแสบตา ต้องใส่แว่นตากันแดด กันลม
หนาวลม จับใจ ก็ต้องอยู่แต่ภายในบ้าน เปิด heather เหมือนเดิม ทำงานในcomputer
และกินขนม กาแฟ อีกทั้งผลไม้ เตรียมไว้สำหรับตัวเอง


รอจนถึงตอนเย็น คุณเจฟกลับจากที่ทำงาน จึงได้เปลี่ยนเป็นมาพักผ่อนในโรงรถ
ซึ่งคุณเจฟใช้เป็นสถานที่ ตกแต่งรถแข่ง จะเอารถรุ่นเก่าๆ มาตกแต่งแล้วเอาไปแข่ง
ในสนามแข่งรถ ซึ่งคุณเจฟและเพื่อนชอบเป็นชีวิตและจิตใจ


ฉันก็เข้ามาเดินชมนั่นชมนี่ไปตามเรื่อง ไม่ความรู้เรื่องรถสักนิด แต่อากาศในโรงรถ
อบอุ่นดี ข้างนอกเย็นมาก


ภาพติดฝาผนัง เป็นภาพที่คุณเจฟกำลังเข้าสนามแข่งรถ ดูดีเชียวนะ


คุณ BOB เพื่อนของคุณJeff ที่ชอบตกแต่งรถและแข่งรถ เป็นงานอดิเรกเหมือนกัน
ชอบที่จะมาตกแต่งรถด้วยกัน ช่วยกันบ่อยครั้งหลังจากเลิกงาน

รถคันโปรดของคุณBOB

สองหนุ่ม สุดหล่อ ช่วยกันเอารถแข่ง ขึ้นรถตู้ (รถแข่งขับบนถนนไม่ได้)

สองหนุ่ม ช่วยกันทำงาน ฉันเป็นฝ่ายเก็บภาพ และทำเท่ห์ ไปเรื่อยๆ


บ้านหลังนี้ ฉันเคยเขียนบทความไว้ครั้งก่อน ในปีที่แล้ว ชื่อว่า
"บ้านน้อยหลังนี้สุขีเสียจริง" ค่ะ ลองอ่านดูนะคะ
http://jarunyawong.blogspot.com/2010/05/blog-post.html

3/17/2011

Flight to Ottawa 2011

เห็นรูปดอกทิวลิปที่เคยบันทึกภาพไว้ เมื่อไปครั้งแรก
ปิดเทอมนี้อยากไปอีก จะไปเก็บเกียวสิ่งใหม่ๆ มาฝาก
ผู้ที่อยากเรียนรู้อยากจะเห็นหรือผู้ที่มีความฝันเหมือนกับฉัน



จองตั๋วไว้แล้ว ล่วงหน้าเป็นเดือน ตั้งใจว่าจะไปเส้นทางใหม่
สุวรรณภูมิ-นาริตะ-โตรอนโต้-ออตตาวา
แต่แล้วต้องเปลี่ยนแผนใหม่ ไปเส้นทางเดิมที่เคยไป
สุวรรณภูมิ-บอมเบย์-ลอนดอน-ออตตาวา
เพราะว่าเกิดสินามิที่ประเทศญี่ปุน เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2554
ติดตามไปเที่ยวด้วยกันนะคะ


วางแผนไว้อย่างดีเลย พอไปยื่นวีซ่าที่สถานทูตแคนาดา
เจ้าหน้าที่บอกว่าเขาใช้แบบฟอร์มใหม่ มาหลายเดือนแล้ว
กลับไปทำเอกสารใหม่ ในComputer แล้ว Print
ออกมาให้ได้ Barcoad ในแผ่นสุดท้ายออกมาด้วย
http://www.cic.gc.ca/english/pdf/photospecs-e.pdf
สถานทูตจึงจะรับพิจารณา



ตกใจหมดเลย กลัวไม่ได้ไปเที่ยว
รีบกลับมาทำเอกสารใหม่ สายตาก็ไม่ดี รีบก็รีบแต่ภาวนาว่า
ให้เอกสารถูกต้องเรียบร้อยทุกรายการ วันนั้นมีปาร์ตี้ที่โรงเรียน
ฉันก็ไม่ได้ไป เสียดายจังเลย วันต่อมาลูกชายเอาไปยื่นสถานทูต
เจ้าหน้าที่รับไว้และบอกว่า อีก 7 วันมาฟังผล ว้าว ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
เมื่อก่อน 2วันรู้ผล ครั้งนี้เจ็ดวัน ดูปฏิทินแล้ววันที่ 24 มีนาคม 2554
เวลาบ่ายโมง ฉันตั้งจิตอธิษฐาน ให้ได้Visa ทันทีไม่ต้องสัมภาษณ์อีก
สาธุ สาธุ

จากนั้นฉันเริ่มศึกษาข้อมูลใหม่
สถานฑูตแคนาดาประจำประเทศไทย ตั้งอยู่ที่ 2
ชั้น 15 อาคารอับดุลราฮิม
990 ถนนพระราม4 กรุงเทพฯ 10500
โทร : 0-2626-0540 โทรสาร : 0-2636-0561
ขอวีซ่าท่องเที่ยวได้จากที่อยู่ข้างต้นนะค่ะ
วิธีการขอวีซ่า แบบ นักท่องเที่ยว (ให้ตรวจสอบกับเวบไซด์ของสถานฑูตอีกครั้งนะค่ะ)
สำหรับท่านที่ต้องการเข้ามาท่องเที่ยวยังประเทศแคนาดา
ให้ ดาวน์โหลด แบบฟอร์มใบสมัคร (application form) จาก เวบไซด์ www.bangkok.gc.ca
เลือกหัวข้อ “ Visa and Immigration”
และ “Temporary Resident Visa”
ทุกวันจันทร์ ถึง วันพฤหัส เวลา 7.30-10 am
1. เอกสารที่ต้องเตรียมมีดังนี้
- passport จะต้องไม่หมดอายุ จนกระทั่งวันที่เดินทางกลับเมืองไทย
- รูปถ่าย 2 ใบ ไม่เกิน 6 เดือน (ให้ถ่ายรูปตามหลักเกณฑ์ของสถานฑูต)
- bank statement
- แผนท่องเที่ยวต่างๆ
- ใบรับรองการทำงาน แสดงตำแหน่ง หน้าที่การงาน และเงินเดือน
- กรณีทำงานส่วนตัว ให้แสดงเอกสารของการจัดตั้งบริษัทฯ ทั้งเอกสารตัวจริงและสำเนา
- กรณีเดินทางมาประเทศแคนาดา ด้วยเหตุผลการงานของบริษัทฯที่ท่านทำงาน ให้แสดงเอกสาร
ในการตอบรับจากประเทศแคนาดา หรือเอกสารต่างๆที่ได้ติดต่อกับหน่วยงานจาก ประเทศแคนาดา
3. ค่าธรรมเนียมในการขอวีซ่า ท่องเที่ยว
แบบ single entry 2,250 บาท หรือ $cdn 75
แบบ multiple entry 4,500 บาท หรือ $cdn 150
โดยจ่าย เป็นแคชเชียร์เช็คสั่งจ่าย “สถานฑูตแคนาดา” หรือ “The Embassy of Canada”

ประเทศแคนาดา
แคนาดาเป็นสหพันธรัฐ ปกครองระบบประชาธิปไตยแบบมีรัฐสภา
นายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำประเทศ และนับถือราชินีอังกฤษเป็นประมุข
(มีผู้แทนพระองค์อยู่ในแคนาดา มีศักดิ์เสมือนราชินีอังกฤษ)
เครื่องหมายประจำชาติของประเทศแคนาดาเป็นรูปใบเมเปิล
เป็นใบไม้ที่มีสีสันสวยงาม และมีรอยหยักเป็น 5 แฉก
สีของใบเมเปิลในฤดูใบไม้ร่วงจะมีสีเหลืองปนแดง
มาท่องเที่ยวในช่วงฤดูใบไม้ร่วง จะเห็นความโรแมนติกของใบไม้เปลี่ยนสีค่ะ
ปัจจุบันแคนาดาประกอบด้วย มณฑลและเขตปกครอง 2 เขต (Territories)
อยู่ภายใต้ การปกครองของรัฐบาลกลาง เมืองหลวงชื่อ ออตตาวา(Ottawa city)
ซึ่งอยู่ที่มณฑลออนตาริโอ (Ontario) กรุง Ottawa city สวยงามมาก
จนได้ชื่อว่า ติด1 ใน 8 เมืองหลวงที่สวยของโลก
แคนาดาได้รับเลือกจากสหประชาชาติว่า เป็นประเทศที่น่าอยู่อันดับหนึ่งของโลก
มีทัศนียภาพที่สวยงามหลากหลาย ประชากรมีคุณภาพชีวิตสูง
ระบบการศึกษามีคุณภาพสูงเป็นที่ยอมรับทั่วโลก
ซึ่งบางสถาบันนักศึกษาสามารถเลือกเรียนได้ทั้งภาษาอังกฤษ
และฝรั่งเศส ประกอบกับค่าเล่าเรียนที่ไม่แพงจนเกินไป
ค่าครองชีพอยู่ในระดับต่ำ เมื่อเทียบกับประเทศอุตสาหกรรมในทวีปอเมริกาและยุโรป
ค่าเงินของประเทศแคนาดา โดยประมาณ 1 CAD = 30 บาท

ภูมิอากาศ
จากที่สังเกต ตามเดือนต่างๆ และสรุปโดยทั่วไปมี 4 ฤดูกาล คือ
ฤดูหนาว เริ่มตั้งแต่เดือน พฤศจิกายน ถึง เดือนมีนาคม
ฤดูใบไม้ผลิ เริ่มตั้งแต่เดือน ปลายมีนาคม ถึง เดือนพฤษภาคม
ฤดูร้อน เริ่มตั้งแต่เดือน มิถุนายน ถึง กันยายน
ฤดูใบไม้ร่วง เริ่มตั้งแต่เดือน ปลายกันยายน ถึง ต้นพฤศจิกายน
ประเทศแคนาดากว้างใหญ่ มีพื้นที่มาก
ในส่วนของภาคกลาง จะมีมณรัฐ 2 มณรัฐ ที่ใหญ่
• มณรัฐ Ontario (ออนตาริโอ) เป็นมณรัฐที่เป็นศูนย์กลาง
ทางการเงินและการอุตสาหกรรม มีเมืองหลวงของมณรัฐคือ Toronto (โตรอนโต้)
เมืองโตรอนโต้ จะอยู่ทางตอนใต้ของออนตาริโอ
มีน้ำตกที่สวยงามและมีชื่อเสียงก้องโลก คือน้ำตก ไนแอการ่า (Niagara fall)
และมณรัฐนี้ ยังเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงของประเทศด้วย คือกรุงออตตาว่า (Ottawa City )
ซึ่งจะห่างจากเมืองโตรอนโต้ ที่เมรี่อยู่ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4-5 ชั่วโมง
• ส่วนมณรัฐ Quebec (คิวเบก) มีขนาดพื้นที่ใหญ่ที่สุดในบรรดามณรัฐทั้งหมด
และจะเป็นมณรัฐที่ล้อมรอบไปด้วยน้ำเกือบทั้งหมด
ประชากรส่วนใหญ่มีเชื้อสายฝรั่งเศส มีเมืองหลวงคือ เมืองคิวเบกซิตี้
• มณรัฐ Alberta เป็นมณรัฐที่มีน้ำมันและแก๊สธรรมชาติมาก
เป็นมณรัฐที่เติบโตเร็วมาก และเป็นแนวของเทือกเขาร๊อกกี้
ที่ขนาดใหญ่มากและมีอุทยานแห่งชาติที่มีพื้นที่มาก
พร้อมๆกับ วิวทิวทัศน์ที่เป็นธรรมชาติ และมีสัตว์ป่าต่างๆ
มีเมืองหลวงคือ เมืองแอดมันตัน
• มณรัฐ British Columbia เป็นมณรัฐ ที่ติดกับ มหาสมุทรแปซิฟิก
ซึ่งมีกระแสน้ำอุ่น ทำให้มณรัฐนี้ ไม่หนาวมาก อบอุ่น มีธรรมชาติหลากหลาย
เพราะฝั่งหนึ่งติดกับเทือกเขาร๊อกกี้และเป็นเมืองท่า และเป็นเมืองที่
เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ มีเมืองหลวง คือ เมือง วิกตอเรีย

แล้วฉันก็ได้รับข่าวดีจากลูกชาย เจ้าหน้าที่สถานทูตบอกว่า เรียบร้อยค่ะ
แล้วยื่นเอกสารให้ ตื่นเต้นและดีใจ ถึงจะไม่ใช่ครั้งแรกที่เดินทาง แต่เวลา
มันกระชั้นชิดแล้ว เพราะการใช้แบบฟอร็มที่ไม่ถูกต้อง จากนั้นฉันก็เริ่มมาพิจารณา
ใบจองตั๋วเครื่องบิน ที่คุณเจฟ จองไว้ให้
จากสุวรรณภูมิ ถึง บอมเบย์ 4 ชั่วโมง 15 นาที พัก 2 ชั่วโมง
จากบอมเบย์ ถึง ลอนดอน 9 ชั่วโมง 30 นาที พัก 6 ชั่วโมง
จากลอนดอน ถึง ออตตาวา 7 ชั่วโมง 35 นาที



วันแรกของการเดินทางก็มาถึง ฉันเดินทางเข้ากรุงเทพกับลูกชายและน้องชาย
ลูกชายอยากมาพักผ่อนเที่ยวที่กรุงเทพด้วย คุณเจฟจองโรงแรมใจกลางเมืองกรุงเทพ
เอาไว้ให้พัก Novotel Bangkok Fenix Ploenchit ห้องทีมี 2เตียง
ครั้งแรกลูกชายบอกว่าติดเรียน พอบอกว่ามีที่พักสบายๆ และจะได้เที่ยวกรุงเทพ
ยามราตรี ตัดใจ ลาอาจารย์ที่มหาวิทยาลัย มาส่งแม่ด้วยอีกคน
ไปเที่ยวรอบโลก ตรงไหนที่มี internet ฉันก็จะได้ติดต่อลูกชายทั้งสามคน
และติดต่อธุรกิจได้ง่ายๆ จึงต้องแบก notebook ติดตัวตลอด
แต่ไม่ได้ใช้เลย

Followers