5/23/2010

Ben & Jerry's ice cream factory tours


 Ben & Jerry's ice cream factory tours

หลังจากรับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม คณะทัวร์ของเราก็เตรียมตัวเดินทางกลับสู่ Ottawa แต่เราจะเดินทางกลับ คนละเส้นทาง กับขามา ออกเดินทางจาก St. Johnsbury ไปยังเมือง เซาส์ เบอร์ลิงตัน และแวะชมโรงงานผลิต Ben & Jerry's Ice Cream Factory
เบ็น แอนด์ เจอรี่ส์ (Ben & Jerrys) คือชื่อไอศกรีมแบรนด์ดังที่ว่านี้ บริษัทผู้ผลิตคือ เบ็น แอนด์ เจอรี่ส์ โฮมเมด โฮลดิ้งส์ ตั้งอยู่ในเมืองเซาธ์ เบอร์ลิงตัน รัฐเวอร์มอนท์ สหรัฐอเมริกาครับ ปัจจุบันบริษัทเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรธุรกิจยูนิลีเวอร์ เพราะสองผู้ก่อตั้ง คือ เบ็น โคเฮน (Ben Cohen) กับเจอรี่ กรีนฟีลด์ (Jerry Greenfield) สองเพื่อนซี้ตั้งแต่สมัยวัยเรียน ได้ขายหุ้นที่ถืออยู่ให้บริษัทยูนิลีเวอร์ไปในปี 2543 ชื่อของไอศกรีมยี่ห้อนี้มาจากชื่อของสองผู้ก่อตั้งนั่นเอง

เบ็นและเจอรี่ชักชวนกันลงขัน 12,000 ดอลลาร์เพื่อก่อตั้งบริษัทและเปิดร้านไอศกรีมสาขาแรกในปั๊มน้ำมันเก่าเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2521 กลยุทธ์การตลาดระยะแรกของสองหนุ่มคือ ขายไอศกรีมพร้อมฉายหนังกลางแปลงให้ลูกค้าดูฟรีโดยใช้ผนังของร้านเป็นฉากฉายหนัง ไอศกรีมที่ขายก็เป็นฝีไม้ลายมือของทั้งสองคนเอง เพราะทั้งเบ็นและเจอรี่เคยลงทะเบียนเรียนวิชาการทำไอศกรีมจากมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย (ชื่อรหัสวิชา เกษตร5150) มาด้วยกัน
สินค้าของเบ็น แอนด์ เจอรี่ส์ มีชื่อเสียงในด้านการสร้างสรรค์รสชาติแปลกใหม่ และใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติให้มากที่สุด เช่นการลงไปควบคุมให้เกษตกรโคนมที่ผลิตนมป้อนโรงงานเลี้ยงวัวโดยไม่ต้องฉีดฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโต
ระยะแรกของการเข้าตลาด ไอศกรีมยี่ห้อนี้เจออุปสรรคใหญ่เป็นการกีดกันจากสินค้าคู่แข่งซึ่งเป็นบริษัทไอศกรีมยักษ์ใหญ่ที่จับจองตลาดอยู่ก่อนแล้ว แถมยังสกัดทางไม่ให้ผู้จัดจำหน่ายรับสินค้าของเบ็น แอนด์ เจอรี่ส์มาจำหน่ายด้วย เรื่องนี้ทำให้สองคู่หูตัดสินใจท้าชนยักษ์แบบสู้ยิบตา มีการยื่นฟ้องต่อศาลขอความเป็นธรรมในกรณีที่ถูกคู่แข่งกีดกันช่องทางจำหน่าย ขณะเดียวกันก็ออกแคมเปญดึงผู้บริโภคมาเป็นแนวร่วม โดยการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ใช้พื้นข้างกระป๋องไอศกรีมให้เป็นประโยชน์ กระทั่งสุดท้ายคู่แข่งต้องขอเจรจายอมความกันนอกศาลและเซ็นข้อตกลงว่าจะไม่กีดกันผู้จัดจำหน่าย ทำให้ชื่อเสียงของเบ็น แอนด์ เจอรี่ส์ กระฉ่อนในฐานะแจ๊คที่ล้มยักษ์สำเร็จ
คู่ซี้คู่นี้พยายามสร้างชื่อให้สินค้าติดหูติดตาอเมริกันชนไปทั่วประเทศเพื่อเป็นการสร้างฐานลูกค้าที่แข็งแกร่งดังนั้นในปี 2529 จึงคิดค้นรถ คาวโมบาย (Cowmobile) เป็นรถรูปวัวตัวใหญ่ตระเวนแจกฟรีไอศกรีมให้ลูกค้าทดลองชิม โดยทั้งคู่ทำหน้าที่ขับรถกันเอง นอกจากนี้ยังริเริ่มให้ทุนสนับสนุนโครงการด้านต่างๆที่เป็นประโยชน์แก่ชุมชนท้องถิ่น โดยตั้งงบส่วนนี้ไว้ 7.5 % ของกำไร และยังมีการนำไอศกรีมที่เหลือจากการจำหน่ายในบางสาขา ไปบริจาคให้ฟาร์มหมูใช้เลี้ยงหมู ซึ่งก็ปรากฏว่า เป็นที่ชื่นชอบของเหล่าสุกรทั้งหลาย และได้ใจเกษตรกรรวมทั้งคนในพื้นที่

ที่ในกรณีของเบ็น แอนด์ เจอรี่ส์ ข้อบกพร่องของบริษัทไม่ติดหูติดตาประชาชนเท่ากับจุดแข็งที่บริษัทสั่งสมมา จึงยังทำให้ได้รับคำชื่นชมอยู่ในฐานะบริษัทที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม ยกตัวอย่างการใช้บรรจุภัณฑ์หรือกระป๋องใส่ไอศกรีมที่ทำจากกระดาษรีไซเคิลที่ไม่ใช้สารฟอกสี และการให้ทุนสนับสนุนงานวิจัยเกี่ยวกับระบบทำความเย็นตู้แช่โดยลดการใช้สารที่ก่อปัญหาให้กับสภาะแวดล้อมของโลก ไม่เพียงเท่านั้น สิ่งที่ทำให้เบ็น แอนด์ เจอรี่ส์ ได้รับฉายาว่า บริษัทเพื่อสังคมยังมาจากการที่บริษัทพยายามส่งเสริมเกษตรกรรายเล็กรายน้อยในพื้นที่โดยการรับซื้อผลผลิตการเกษตรมาใช้ในโรงงาน การเปิดร้านไอศกรีมบางสาขาให้องค์กรในท้องถิ่นเป็นผู้ดำเนินการเพื่อสงเคราะห์ผู้ด้อยโอกาส เช่นในปี 2548 บริษัทเปิดสาขาในเมืองออสติน รัฐเท็กซัสให้องค์กรไลฟ์เวิร์คส์ (LifeWorks) เป็นผู้บริหารจัดการร้านเพื่อให้โอกาสแก่ผู้ที่มีปัญหาครอบครัวและวัยรุ่นที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ได้มีงานทำและมีรายได้เลี้ยงตัวเอง ผลกำไรของร้านนี้เข้าสมทบทุนให้กับองค์กร และบริษัทเองก็ไม่คิดค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์จากทางร้านด้วย

กิจกรรมแบบนี้โดนใจสังคม ใครเห็นใครก็อยากอุดหนุน ทุกๆปี บริษัทยังมีกิจกรรมประเภทขายตั๋วราคาถูก ให้ลูกค้าได้กินไอศกรีมแบบไม่อั้น แถมดูการแสดงคอนเสิร์ต หรือเข้าเล่นเครื่องเล่นในสวนสนุก รายละเอียดของงานก็แล้วแต่ว่าปีนั้นจะจัดอะไร แต่ที่แน่ๆคือต้องได้กินไอศกรีมกันแบบจุใจ และรายได้ส่วนหนึ่งต้องนำเข้าสู่งานสาธารณะประโยชน์ เกือบลืมบอกไปว่า ทุกๆปีในช่วงปลายเดือนเมษายนหรือต้นเดือนพฤษภาคม เบ็น แอนด์เจอรี่ส์ จะจัดงานวันแจกฟรีไอศกรีมโคน ที่เรียกว่า ฟรี โคน เดย์ มีการแจกฟรีไอศกรีมเป็นล้านๆโคนครับเพื่อขอบคุณลูกค้าเนื่องในโอกาสฉลองครอบรอบก่อตั้งบริษัท ปีนี้จัดเป็นครั้งที่ 28 แล้วเมื่อวันที่ 25 เมษายนที่ผ่านมา


อะไรทำให้ เบน แอนด์ เจอร์รี่ พิเศษสุด.. สุด..
เบน แอนด์ เจอร์รี่ เป็น ไอศกรีมนม นุ่ม เนียน พร้อม SWIRL และ CHUNK เป็นส่วนประกอบที่อัดแน่น ชิ้นโต ทำให้เรากลายเป็นไอศกรีมที่มีความเป็นเอกลักษณ์ อร่อยไม่ซ้ำใคร
ไอศกรีมเบน แอนด์ เจอร์รี่ ผลิตจากนมโคสด 100% และครีมคุณภาพเยี่ยม
วัตถุดิบที่ผสมผสานในไอศกรีมเป็นวัตถุดิบที่ผ่านกระบวนคัดสรรอย่างละเอียด ทุกขั้นตอน เป็นวัตถุดิบที่มีคุณภาพและสดใหม่เสมอ
ความหลากหลายและแปลกใหม่ของรสชาติ และยังเน้นความอร่อยในทุกคำที่คุณลิ้มลอง ซึ่งแตกต่างจากไอศกรีมที่คุณเคยทาน
และทำให้ไอศกรีม เบน แอนด์ เจอร์รี่ เป็นไอศกรีมที่ทำให้คุณวางไม่ลง
สำหรับคนรักไอศกรีมตัวจริง มีให้คุณได้ลิ้มลองในรูปแบบถ้วย ทานได้เลย (106 มล.) หรือจะร่วมแบ่งปันความสุขให้กับเพื่อนและครอบครัวในรูปแบบไพนท์ (471 มล.) รวมทั้งสิ้น 6 รสชาติ ที่เราเลือกสรรมาให้คุณได้ติดใจ
เชอร์รี่การ์เซีย ... ไอศกรีมรสเชอร์รี่ พร้อมชิ้นผลไม้เชอร์รี่และเกล็ดช็อกโกแลต
ช็อกโกแลต ฟัดจ์ บราวนี่ ... ไอศกรีมรสช็อกโกแลต พร้อม ฟัดจ์ บราวนี่ ชิ้นโต
ช็อกโกแลตชิป คุกกี้โด ... ไอศกรีมรสวานิลลา พร้อม ช็อกโกแลตชิปคุกกี้ โด

ชังกี้ มังกี้ ... ไอศกรีมรสกล้วย พร้อม ฟัดจ์ชังค์ และ วอลนัท
นิวยอร์ก ซูเปอร์ ฟัดจ์ ชังค์ ... ไอศกรีมรสช็อกโกแลต พร้อม ดาร์คช็อกโกแลตและไวท์ช็อกโกแลต ฟัดจ์ชังค์ ถั่วพีแคน วอลนัท และฟัดจ์เคลือบอัลมอนด์
ฮาล์ฟเบค ทู ทวิสต์ ... ไอศกรีมรสช็อกโกแลตและรสวานิลลา พร้อม ฟัดจ์ บราวนี่ และ ช็อกโกแลตชิปคุกกี้ โด




5/22/2010

Mt.Washington Valley in New Hampshire



เราเดินทางต่อตามเส้นทางสายหลักมุ่งสู่ Mt. Washington Valley ซึ่งอยู่ในเขต New Hampshire ไม่ไกลจาก White mountain national forestเพื่อทานอาหารเที่ยงในเวลาบ่ายแล้ว อีกทั้งทราบว่ามีแหล่ง shopping สินค้าที่มี คุณภาพ ราคาใช้ได้



The New Hampshire Chamber of Commerce for Mt. Washington Valley, North Conway, and Jackson NH provides lodging, ski, golf, and village attractions
Mt. Washington Valley เป็นชุมชนใหญ่มี กลุ่มผู้ทำธุรกิจที่รวมตัวกันเพื่อจุดประสงค์ทางการค้าขาย มีแหล่งท่องเที่ยวมากมาย โรงแรมที่พัก แหล่ง shopping สนามกอลฟ์ สกี


หิวจัดเลยล่ะ มองหาอะไรกินสำหรับมื้อเที่ยง คงไม่มีไก่ย่างส้มตำอยู่แถวนี้ ร้านขายผัดไทยก็ไม่รู้อยูู่ตรงไหน เห็นร้านขายอาหาร
Hamburger ขอรองท้องก่อนดีกว่า
ร้านนี้จัดบรรยากาศดีมาก มีเตาผิงด้วย มีเด็กผู้หญิง 5 คน นั่งเล่น คุยกัน อีกฝากหนึ่งของเตาผิง น่ารักทุกคน คงอายุประมาณ ๅ13ปี

บ้างก็มากันสองคนตายาย บ้างก็มาเป็นครอบครัว ส่วนมากเป็นนักท่องเที่ยว หรือ มาShopping อิ่มแล้วดูเหมือนว่าคณะทัวร์จะชอบ icecream cone ของ Macdonald จำเป็นต้องแวะกิน icecream ก่อน
รูปแบบทั่วไปของร้านแมคโดนัลด์คือแบบเคาเตอร์และแบบ drive-through หรือขับรถเข้าไปซื้อโดยไม่ต้องลงจากรถ อาหารหลักที่ขายทั่วไปคือ แฮมเบอร์เกอร์ ชีสเบอร์เกอร์ บิ๊กแมค เฟรนช์ฟราย ไก่ทอด สลัด ชุดอาหารเช้า ชุดอาหารสำหรับเด็กชื่อ แฮปปี้มีล และของหวานอีกหลายชนิด เช่น ไอศกรีม เป็นต้น
ในประเทศไทยมีร้าน แมคโดนัลด์ อยู่มาก เปิดสาขาแรกในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2528 โดยนายเดช บุลสุข ซึ่งประทับใจในอาหารของแมคโดนัลด์สมัยเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน AFS ที่สหรัฐอเมริกา นับเป็นประเทศที่ 35 และสาขาแรกอยู่ที่ห้างโซโก
หรืออมรินทร์พลาซ่าในปัจจุบัน

แมคโดนัลด์กลายเป็นสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมอเมริกันและทุนนิยม การเปิดสาขาของร้านแมคโดนัลด์ในประเทศต่างๆ มักถูกมองเป็นการบุกรุกของวัฒนธรรมอเมริกัน นอกจากนี้อาหารของแมคโดนัลด์ยังได้รับการวิจารณ์ในเรื่องผลกระทบต่อสุขภาพอีกด้วย


อิ่มแล้ว ก็มองหาร้าน เพื่อดูสินค้า ร้านนี้ L.L.Bean มีชื่อเสียงในอเมริกา เป็นร้านจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดแต่มีคุณภาพเยี่ยม เป็นร้านของเอกชน mail-order online และบริษัทค้าปลีกอยู่ใน Freeport Maine , United States เชี่ยวชาญในเสื้อผ้า และอุปกรณ์การจัดกิจกรรมกลางแจ้ง ในที่สุดเราก็จ่ายเงินซื้อสินค้าที่นี่ 350$

ออกจากร้าน L.L.Bean ยังมีแสงสว่าง ไปต่ออีกนิดย่านชุมชนมีร้านค้าจับกลุ่มกันอยู่ 7-8 ร้าน เดินดูอีกเป็นชั่วโมง ได้เสื้อผ้าเพิ่มอีกหลายตัว
ตะวันใกล้จะตกดินแล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าทางไหนทางทิศตะวันตก บรรยกาศอึมครึมตลอดวัน รู้แต่ว่าแสงใกล้จะเลือนหาย ความหนาวเย็นคืบคลานเข้ามา รู้สึกมีลมเย็นๆพัดผ่านน้ำแข็งแล้วมาผ่านตัวเรา เราพากันขึ้นรถแล้วเริ่มเดินทางกลับที่พัก




ไม่รู้ว่าใกล้ หรือไกล แค่ไหน หลับสนิท ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ถึงโรงแรมที่พักก็เป็นเวลา 4 ทุ่ม เหนื่อยมากอาบน้ำอุ่นๆ แล้วหลับสบาย

5/21/2010

White mountain national Forest


ฉันและเพื่อนขับรถไปเรื่อยๆ ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงของ Location จนกระทั่งถึง New Hampshire เดือนเมษายนเริ่มต้นของฤดูกาล Spring แต่บริเวณส่วนนี้ของ New Hampshire ยังมีหิมะเบาบ้างหนักบ้าง เมื่อเช้านี้ที่โรงแรมที่พัก ใน Vermont ก็มีหิมะเบาๆ โปรยปรายคล้ายปุยนุ่นดูอยู่ด้านในห้องพักที่อบอุ่น แต่ข้างนอกเย็นจัดและชื้นไปด้วยน้ำจากหิมะโปรยมาเบาๆ เมื่อมาถึง White mountain national forestมีหิมะปกคลุมบ้าน ต้นไม้ ถนนหนทาง เมื่อคืนนี้มีหิมะตกหนักที่นี่


The White Mountain National Forest (WMNF) is a forest contained within the White Mountains in the northeastern United States. It was initially established in 1918. It has a total area of 784,505 acres (1,225 sq mi, or 3,175 km²). Most of the WMNF is in New Hampshire; a small part (about 5.65% of the forest) is in the neighboring state of Maine.[1] While often casually referred to as a park, this is a National Forest, used not only for hiking, camping, and skiing, but for logging and other limited commercial purposes. The WMNF is the only National Forest located in either New Hampshire or Maine. Most of the major peaks over 4,000 feet high for peak-bagging in New Hampshire are located in the National Forest. Over 100 miles (160 km) of the Appalachian Trail traverses the White Mountain National Forest. In descending order of land area the forest lies in parts of Grafton, Coos, Carroll, and Oxford counties. (Oxford County is the only one that is in Maine.)



ฉันต้องการบันทึกภาพส่วนตัวที่ได้มีโอกาสสัมผัสกับหิมะจริงๆ ได้เพิ่มประสบการณ์ชีวิตมีความทรงจำที่ดีมากมายหลากหลายในครั้งนี้ แต่ไม่ค่อยได้ลงจากรถเพราะลมเย็นจัดและมีหิมะเบาๆ คนในพื้นที่ที่พาเที่ยวไม่มีปัญหา เสื้อกันหนาวก็ไม่ใส่ เขาบอกว่า ช่วง Winter หิมะสูง 2-3 ฟุต บนถนน บางวันรถวิ่งไม่ได้


ภูเขาที่ใช้เล่นสกี เพื่อนจอดรถและอธิบายว่าเขาเล่นกันอย่างไร ช่วงนี้ไม่มีคนเล่นเพราะหิมะไม่มาก บริเวณที่ใช้เล่นสกีหิมะจากภูเขาลงมาเขาก็จะทำเป็นพิเศษ เพื่อความสนุกสนานและปลอดภัย อีกทั้งมีกระเช้าและลวดสลิง รับส่งนักเล่นสกี และนักท่องเที่ยวไปที่ยอดเขาด้วย

โรงแรมนี้ เห็นไกลๆ ฉันอยู่บนถนนขับรถผ่านไป นักท่องเที่ยวที่จะมาเล่นสกี มาดูหิมะ มาท่องเที่ยวในหน้าหนาว เขาจะมาพักที่นี่ เพราะให้บรรยากาศดีมาก โรงแรมใหญ่พื้นที่กว้างขวาง ปกคลุมด้วยหิมะหนาแน่นและอยู่ใกล้เคียงของสถานที่เล่นสกีมากมาย



จากนั้นพวกเราก็เดินทางต่อ ไปเรื่อยๆ อากาศเริ่มสดใส บ้านเรือนไม่มีหิมะ แต่ป่าไม้ริมทางยังไม่ผลิใบ คลองน้ำริมถนนยังมีน้าไหลแรงจากหิมะละลาย และน้ำเย็นจัด

5/20/2010

St. Johnsbury in vermont

เวอร็มอนต์ (vermont) เป็นมลรัฐหนึ่งในเขตมณฑลนิวอิงแลนด์ ตั้งอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐอเมริกา โดยทางตอนใต้มีพรมแดนติดกับรัฐแมสซาชูเซตส์ ทางตะวันตกติดกับรัฐนิวยอร์ก ทางตะวันออกติดกับรัฐนิวแฮมเชอร์ ทางเหนือติดกับควีเบคของแคนาดา VERMONT มีชื่อเสียงในด้านวิวทิวทัศน์ที่สวยงามและเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งรวมถึง Ski Resort หลายแห่งด้วยลักษณะทางภูมิศาสตร์เป็นพื้นที่ภูเขา สถานที่ขึ้นชื่อ คือ GREEN MOUNTAIN WHITE MOUNTAIN และ LAKE CHAMPLAIN ทางตะวันตกเฉียงเหนือ และยังมีชื่อเสียงในด้านการผลิตภัณฑ์จากวัวและน้ำเชื่อม Maple Syrub เมืองหลวงของรัฐคือ MONTPELIER และเมืองที่ใหญ่ที่สุดคือ BERLINGTON

ที่พัก Comfort Inn & Suites ใช้เวลาขับรถจาก OTTAWA ถึง St JOHNSBURY ในมลรัฐ VERMONT เป็นเวลา 6 ชั่วโมง

WELCOME TO St JOHNSBURY



Maple syrup is one of the many wonders of the world. This viscous amber liquid with its characteristic earthy sweet taste is made from the sap of the sugar, black or red maple tree. The process of creating maple syrup begins with tapping (piercing) the tree, which allows the sap to run out freely. The sap is clear and almost tasteless and very low in sugar content when it is first tapped. It is then boiled to evaporate the water producing syrup with the characteristic flavor and color of maple syrup and sugar content of 60%.

มีความตั้งใจจะเข้าไปเยี่ยมชมโรงงานที่ผลิต Maple Syrub ที่เมือง St. Johnbury แต่บังเอิญวันที่ไปถึงโรงงานปิด เลยได้เพียงบันทึกภาพที่หน้าโรงงาน ขณะนั้นเป็นเวลาประมาณ 10am. ตอนเช้าอุณหภูมิ 5C วิ่งลงจากรถไปเก็บภาพแห่งความทรงจำไว้ ไม่รู้ว่าจะได้กลับมาที่นี่อีกไหม เพราะ USA. และ Canada กว้างใหญ่ไพศาล ฉันคงท่องเที่ยวไปเรื่อยๆ
St. Johnsbury (often known locally as St. Jay)[1] is the shire town[4] (county seat)[5] of Caledonia County, Vermont, United States. The population was 7,571 at the 2000 census. St. Johnsbury is located approximately 10 miles northwest of the Connecticut River and 40 miles south of the Canadian border

In the mid-1800s, St. Johnsbury became a minor manufacturing center, with the main products being scales — the platform scale was invented there by Thaddeus Fairbanks in 1830 — and maple syrup and related products. With the coming of the railroad line from Boston to Montreal in the 1850s, St. Johnsbury grew quickly and was named the shire town (county seat) in 1856, replacing Danville. The oldest occupied residence in St. Johnsbury was built in 1801 and is located on Clarks Avenue.

ป้าย ยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยว อยู่ติดกับโรงงานผลิต Maple Syrub
เพื่อนต้องการให้เห็นหิมะ จริงๆ ไม่ใช่แค่ในรูปภาพ หรือในทีวี เช้านี้มีหิมะเบาๆ คล้ายปุยนุ่น จึงพาฉันเข้าไปเที่ยวในเมืองอื่น ซึ่งคาดว่าจะมีหิมะตกเมื่อคืนนี้ เราเลยเก็บภาพ ของเมือง St. Johnsbury ยามเช้าก่อนที่จะออกจากตัวเมืองเล็ก ๆ เมืองนี้
ภาพทิวทัศน์ อาคารบ้านเรือนในเมืองนี้ แม้จะดูธรรมดาในสายตาของคนที่นี่ แต่ว่าเป็นสิ่งแปลกใหม่และสวยงามในสายตาฉัน นักท่องเที่ยวจากประเทศในโซนเอเซีย ที่มีชีวิตอยู่กับภูมิอากาศที่ร้อนชื้น

Followers